ระบบวัดแสงของกล้อง DSLR มือใหม่ซิงๆ ต้องรู้ไว้

คุณรู้หรือไม่ว่า การที่เราจะได้ภาพถ่ายสวยๆ มาสักภาพนั้น กล้องจะต้องทำการเปิดรับแสงเข้าไปยังเซ็นเซอร์ รับภาพในปริมาณที่พอเหมาะ ภาพที่ได้ออกมาจึงจะมีความสว่างตามที่เราต้องการ ซึ่งการที่เราจะรู้ได้ว่า ต้องใช้รูรับแสงขนาดเท่าใดบวกกับ สปีดชัตเตอร์เท่าใด จึงจะได้แสงที่มีความเหมาะสมดังกล่าว นั้น เราต้องทำการวัดแสงก่อน

 

 

สำหรับการวัดแสงนั้น ไม่ยาก โดยในกล้อง ดิจิตอล ทุกตัวจะมีเครื่องมือในการวัดแสงอยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ ที่ถูกบรรจุอยู่ภายในตัวกล้อง อุปกรณ์ตัวนี้แหละที่เป็นตัวที่ทำหน้าที่วัดค่าแสง ที่สะท้อนจากวัตถุที่คุณกำลังจะถ่ายว่ามีค่ามากน้อยเพียงใด ซึ่งสามารถดูได้จากหน้าจอ LCD ของกล้องเรา จะมีขีดสเกลที่แสดงปริมาณของแสงอยู่ ซึ่งเรียกกันว่า สเกลวัดแสง คล้ายภาพด้านล่าง

สเกลวัดแสง

สเกลวัดแสง

ต่อมาเรามาดูค่าของสเกลวัดแสงกัน

ตรงแถบวัดแสงจะมีเข็มเล็กๆ อยู่ ซึ่งเป็นตัวบอกค่าให้เรารูว่า มีแสงมากน้อยเพียงใด หรือ กำลังพอดี  ซึ่งดูไม่ยากเลย โดยถ้าเข็มชี้ไปทางลบ ก็แสดงว่า แสงน้อยเกินไป ภาพที่ถ่ายออกมาก็ดูมืดไป และในทางกลับกัน ถ้าเข็มชี้ไปทาง บวก ก็แน่นอนมีแสงเข้ามากเกินไป ภาพที่ได้ออกมาก็จะดูสว่างไป

ต่อมาให้ท่านลองยกกล้องขึ้นมาแล้วเล็งไปยังวัตถุ หรือที่ต่างๆ ที่ท่านต้องการจะถ่ายแล้ว กดปุ่มชัตเตอร์ลงครึ่งนึง (สำหรับการกดชัตเตอร์ลงครึ่งนึง เพื่อทำการโฟกัสและวัดแสง) กล้องแสดงตัวเลขรูรับแสง และ สปีดชัดเตอร์ ขึ้นมา ซึงแน่นอนย่อมจะมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพแสงที่เราหันกล้องไปนั่นเอง ซึ่งนั่นหมายความว่า กล้องได้ทำการวัดแสง คำนวณและเลือกขนาดรูรับแสง และ สปีดชัตเตอร์ที่กล้องคิดว่า มีความเหมาะสม กับสภาพแสงต่างๆ ให้กับเราแล้ว

ระบบวัดแสงแบบต่างๆ ของกล้อง DSLR มีอะไรบ้าง

ต่อมาเรามาดูกันว่า สำหรับกล้อง DSLR นั้นมีระบบวัดแสงอะไรบ้าง สำหรับในกล้อง DSLR นั้นจะมีระบบวัดแสงมาให้ประมาณ 3-4 ระบบ แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับ ยี้ห้อ  ซึ่งระบบวัดแสงก็คือ ระบบวิธีการคำนวณหา ค่าแสงของกล้อง การที่เราจะเลือกใช้ระบบวัดแสงแบบใดนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หรือสภาพแสงที่เราจะถ่าย ระบบวัดแสงแบบต่างที่มีอยู่ในกล้อง DSLR มีดังนี้

1. ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ย

2. ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง

3. ระบบวัดแสงแบบเฉพาะจุด

เรามาดูแต่ละระบบกันว่ามันทำงาอย่างไรกันบ้าง

1. ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ย

ระบบนี้จะมีในกล้อง DSLR ทุกรุ่นเลย ซึ่งจะมีชื่อเรียกแตกกันไป ในแต่ละรุ่น หลักการทำงานของระบบนี้ก็คือ กล้องจะทำการแบ่งพื้นที่ในช่องมองภาพออกเป็นส่วนๆ ซึ่งจะแบ่งเป็นกี่ส่วนก็ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตแต่ละราย จากนั้นจึงนำค่าแสงจากทุกๆ ส่วนมาคำนวณหาค่ากลาง  ระบบวัดแสงนี้เหมาะสำหรับการถ่ายภาพทั่วๆ ไป ที่สภาพแสงในแต่ละส่วนไม่มีความแตกต่างกันมากนัก เช่น การถ่ายภาพวิวทัวทัศน์

ข้อดีของระบบนี้ คือ ใช้งานง่าย ครอบคลุมการใช้งานทั่วไป แต่ ไม่ความนำไปใช้กับการถ่ายภาพที่สภาพแสงไม่ปกติ เช่น ถ่ายภาพย้อนแสงต่าง ๆ  ภาพท้องฟ้ากับพื้นดินที่มีความสว่างต่างกันมากๆ  หรือ ภาพถ่ายภายในร่มแต่พื้นที่ด้านนอกสว่างมากๆ  โอกาสเกิดการผิดพลาดจะมีค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

2. ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง

สำหรับระบบนี้มีความคล้ายคลึงกับระบบแรกที่กล่าวมาแล้ว เพียงแต่จะให้ความสำคัญที่ส่วนกลางของภาพเป็นหลัก มากกว่าส่วนที่อยู่รอบๆ  คือ โดยปกติในการถ่ายภาพก็จะให้ความสำคัญในส่วนกลาง หรือให้วัตตถุที่ต้องการจะถ่ายอยู่ตรงกลางอยู่แล้ว

ระบบนี้เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่ให้ความสำคัญกับส่วนตรงกลางของภาพ เช่น การถ่ายภาพบุคคล หรือภาพที่ต้องการให้วัตถุอยู่กลางภาพ

ข้อควรระวังในการระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง คือ เวลาวัดแสงคุณต้องแน่ใจว่า วัตถุที่ต้องการถ่ายมีขนาดใหญ่เพียงพอและครอบคลุมตรงกลางของช่องมองภาพ ซึ่งถ้าหากวัตถุที่ต้องการถ่ายมีขนาดเล็กแล้วระบบนี้ไปวัดแสงในส่วนของฉากหลังแทน ซึ่งอาจทำให้การวัดแสงผิดพลาดได้

3. ระบบวัดแสงแบบเฉพาะจุด

ระบบการวัดแสงนี้จะมีพื้นที่สำหรับการวัดแสง 3-5 เปอร์เซ็นต์ในช่องมองภาพ โดยประมาณ โดยแสดงเป็นจุดวงกลมเล็กๆ ให้เห็นในช่องมองภาพ พื้นที่ดังกล่าวนั่นแหละคือพื้นที่สำหรับวัดแสง โดยถ้าหากเราต้องการจะวัดแสงตรงจุดใหนก็ให้เล็งวงกลมเล็กๆ ไปตรงจุดนั้น แล้วกดชัดเตอร์ลงครึ่งหนึ่ง กล้องก็จะทำการวัดแสงตรงส่วนนั้นให้  ผู้ที่จะใช้ระบบวัดแสงชนิดนี้ ควรรูจักเลือกวัตถุที่มีค่าการสะท้อนแสง 18 เปอร์เซ็นต์ หรือเทียบเท่าสีเทากลาง  โดยที่นิยมใช้กันบ่อยๆ ในการอ้างอิง ก็อย่างเช่น สนามหญ้า ท้องฟ้าบริเวณที่เป็นสีเข้มหน่อย เมฆสีเทาๆ เป็นต้น แต่ถ้าต้องการความแม่นยำจริง แนะนำให้ใช้ กระดาษสีเทา 18% ซึ่งจะให้ความแม่นยำในการวัดแสงค่อนข้างสูงมาก

แม้ว่าระบบวัดแสงแบบเฉพาะจุดจะมีความแม่นยำค่อนข้างสูง แต่ก็สิ่งที่ต้องระวังอยู่ ถ้าหากละเลยไปอาจทำให้เกิดความผิดพลาดได้ สำหรับข้อความระวังมีดังนี้

  • ให้เล็งวัตถุที่จะวัดแสงให้อยู่ภายในวงกลมให้พอดีจริงๆ ย้ำว่าต้องพอดีจริงๆ ต้องไม่คลุมเอาส่วนฉากหลังมาด้วย ซึ่งถ้าหากไม่พอดีแล้วไปติดเอาฉากหลังมาด้วยแล้วการวัดค่าแสงก็จะเกิดการผิดพลาดทันที ทางที่ดีให้ท่านซูมเข้าไปวัดแสงไกล้ๆ วัตถุแล้วทำการล็อคค่าแสงเอาไว้ จะดีที่สุด
  • มือกล้องต้องรู้จักการชดเชยแสง หากใช้ระบบนี้ในการวัดแสง ซึ่งหากไม่มีการชดเชยแสง ตรงจุดที่เราวัดแสงนั้นจะได้ค่าแสงที่เท่ากับสีเทากลาง ตัวอย่าง เช่น หากวัดแสงไปยังวัตถุสีขาวแล้วถ่าย สีขาวของวัตถุจะมืดลงกลายเป็นสีเทา และในทางครงกันข้าม หากวัดแสงไปที่วัตถุสีดำแล้วถ่าย สีของวัตถุจะมีความสว่างขึ้นกลายเป็นสีเทาเช่นกัน ดังนั้นแล้วผู้ที่ต้องการใช้ระบบวัดแสงระบบเฉพาะจุดนี้ ต้องศึกษาวิธีการชัดเชยแสงด้วย เพื่อให้ได้ค่าแสงตามที่ต้องการ

สำหรับการถ่ายภาพที่เหมาะสมกับการใช้ระบบวัดแสงเฉพาะจุด คือ การถ่ายภาพบุคคลย้อนแสง  การถ่ายภาพมาโคร หรือการถ่ายภาพที่สภาพแสงแตกต่างกันมากๆ เช่นตอนพระอาทิตย์ขึ้น หรือตก เป็นต้น

เป็นไงบ้างค่ะ หวังว่าท่านคงจะเข้าใจระบบวัดแสงของกล้อง DSLR กันแล้ว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ท่านจำเป็นต้องรู้และเข้าใจ เพื่อให้ได้ภาพที่สวยตามที่ท่านต้องการ และในบทความต่อไป เราจะมาแนะนำเทคนิคเล็กๆ ในการเลือกใช้ระบบวัดแสงกัน อย่าลืมติดตามนะจ๊ะ แล้วเจอกัน

Related Posts